KNOWLEDGE

เกร็ดความรู้ ก่อนการลงทุน
ปรัชญาขั้นพื้นฐานของ GIDA คือ อ้างอิง แนวคิด 3 E(Easy Earn Ethereum) ซึ่งขั้นตอนและขบวนการไม่มีความซับซ้อน นี่คือการหลีกเหลี่ยงความเสี่ยงของการลงทุน และการสร้างรายได้จาก Ethereum (ETH) อย่างง่ายดาย

Ethereum คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

Ethereum (ETH) เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ สกุลเงิน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 2556 โดย Vitalik Buterin เด็กหนุ่มอัจฉริยะชาวรัสเซีย Ethereum เป็นสกุลเงินที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจประเภทต่าง ๆ ไม่จำกัดแค่การใช้ในธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น

Ethereum  สามารถซื้อ-ขายเก็งกำไรได้ รวมถึงมีร้านค้าบางแห่งยอมรับ ให้สามารถนำมาซื้อสินค้าแทนเงินสดได้แล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ดี Ethereum ไม่ได้เป็นแค่สกุลเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีรูปแบบเป็นเหมือน Open Source ที่อนุญาตให้ทุกคนเข้ามาพัฒนา หรือเขียนข้อมูลต่าง ๆ ลงบนสกุลเงินได้ ทำให้เราสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ขึ้นมาบนเครือข่าย Ethereum ได้อีกชั้นหนึ่ง (เรียกว่า dApps จะต่างจากแอฟที่สร้างบนแพลตฟอร์มของ iOS และ Android ตรงที่จะไม่ถูกรันบนเซิร์ฟเวอร์ใดเซิร์ฟเวอร์หนึ่ง แต่จะถูกรันและประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ในระบบ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าเซิร์ฟเวอร์)  จึงช่วยให้ Ethereum  มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากกว่าที่เน้นการทำธุรกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียว

Blockchain คืออะไร?

เทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลอยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัล  โดยที่ไม่มีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อมูลที่อยู่บน Blockchain จะสามารถเข้าถึงได้ทุกคน ฐานข้อมูลของ Blockchain จะไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่ใดที่หนึ่งเพียงแห่งเดียว หมายความว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกบน Blockchain จะถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะและสามารถถูกเข้ามาตรวจสอบได้ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่มีส่วนกลางเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมและปกป้อง ดังนั้นนักแฮ็คจะไม่สามารถเข้ามาแฮ็คข้อมูลนี้ได้ เนื่องจากว่าไม่มีจุดศูนย์กลางให้โจมตี

นั่นหมายความว่า หากพวกเขาต้องการจะแฮ็คเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลนั้น พวกเขาจะต้องโจมตีฐานข้อมูลที่ถูกกระจายออกไปทั้งหมดในเวลาพร้อมกัน อีกทั้งคอมพิวเตอร์หลายพันเครื่องหลายล้านเครื่องจะเข้ามาดูแลข้อมูลดังกล่าวทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้หมด

Decentralized Application หรือ dApps คืออะไร?

เป็นการพัฒนา Application ขึ้นมาบน Blockchain จึงไม่มีตัวกลาง และความปลอดภัยสูงมาก เหมาะกับธุรกรรมทางด้านการเงินเป็นอย่างมาก เพราะผู้ใช้สามารถชำระเงินได้ทันที โดยไม่ต้องมีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องหรือควบคุม ช่วยลดค่าธรรมเนียมที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงของตัวกลาง ในแง่ของข้อมูลรั่วไหล หรือระบบตัวกลางล่ม นอกจากนี้ยังไม่ต้องวุ่นวายเรื่องสกุลเงินที่ต้องแลกเปลี่ยนกันไปมาอีกด้วย

dApps บน Blockchain ที่กำลังมาแรง คืออะไร? แล้วจะเปลี่ยนธุรกิจได้อย่างไร?

Blockchain คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ ที่เราหลายคนเคยได้ยิน หรือรู้จักกันดี นอกจากจุดเด่นด้านความปลอดภัยแล้ว **อีกหนึ่งจุดเด่นของ Blockchain คือไม่มีตัวกลาง ทำให้ dApps หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า Decentralized Applications บน Blockchain ไม่มีตัวกลาง และมีความปลอดภัยสูงมากเช่นเดียวกัน เช่น จากปกติที่เราต้องโอนเงินผ่านธนาคารกลางเพื่อซื้อของจากต่างประเทศ เราก็สามารถโอนไปยังปลายทางได้เลยทันทีอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามอย่างธนาคารกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

dApps เหมาะกับธุรกรรมทางด้านการเงินเป็นอย่างมาก เพราะว่าผู้ใช้สามารถชำระเงินได้ทันที โดยไม่ต้องมีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องหรือควบคุม ลดค่าธรรมเนียมที่อาจจะเกินขึ้น สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงจากตัวกลางในแง่ของข้อมูลรั่วไหล หรือระบบตัวกลางล่ม นอกจากนี้ยังไม่ต้องวุ่นวายเรื่องสกุลเงินที่ต้องแลกเปลี่ยนกันไปกันมาอีกด้วย

นอกจากนี้ dApps ยังนำมาใช้กับธุรกิจอื่นๆ ได้ดีอีกด้วย เช่น

ธุรกิจด้านประกันภัย ที่จะช่วยบันทึกเอกสารหลักฐานต่างๆ ผ่านระบบดิจิทัล เป็นประโยชน์ในการยืนยันทั้งตัวผู้ให้ประกัน และผู้เอาประกันเอง

ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ช่วยลดกระบวนการในการซื้อขาย ผู้ซื้อสามารถซื้อขายกับผู้ขายได้โดยตรง ลดความเสี่ยงในการฉ้อโกง

ธุรกิจด้านมีเดีย ที่ช่วยปกป้องลิขสิทธ์ของผลงาน สามารถจัดเก็บผลงานได้ในรูปแบบดิจิทัล ทำให้การซื้อขายง่ายขึ้น ช่วยขยายกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น

ในอนาคตอันใกล้นี้ เราคงจะได้เห็นและได้ใช้ dApps ในหลากหลายธุรกิจมากยิ่งขึ้น ด้วยจุดเด่นทางด้านความปลอดภัย และไร้ตัวกลางนี้เอง

dApps ก็มีข้อดี ที่ว่า แทนที่เราจะพึ่งพาบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือให้เซิร์ฟเวอร์เป็นคนดูแล..ให้แอปเราทำงาน แต่..Ethereum ให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ช่วยกันโพรเซสข้อมูล และการรันแอปของเรา 

นั่นแปลว่า ตราบใดที่ ยังมีคอมพิวเตอร์ ช่วยกันรัน Ethereum Network อยู่ แอปเราก็จะยังทำงานได้เสมอ

แล้วเหรียญของ Ethereum หรือที่เรียกกันว่า “อีเทอร์” มันเอามาใช้ตอนไหน?

ลองเปรียบเทียบดูกับ เวลาเราเอาแอปลงเซิร์ฟเวอร์ปกติ เราก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับบริษัทนั้น เพราะเรายืมคอมพิวเตอร์ของเขามาใช้ประมวลผล และรันบนแอปของเรา

ในขณะเดียวกันถ้าเราเอาแอปลงบน Ethereum Network เราก็จะต้อง จ่ายค่ารันแอปเช่นกัน เพียงแต่ว่า เราจ่ายให้คนที่ช่วยโพรเซสแอปของเรานั่นเอง

Smart Contract คืออะไร?

เป็นการเขียนสัญญาข้อตกลงต่างๆ ในรูปแบบของโค้ด แล้วนำไปเก็บไว้บน Blockchain โดยในสัญญาก็จะมีการระบุเงื่อนไขต่างๆ ว่าต้องทำอะไร ถึงจะได้อะไร ซึ่งถ้าไม่ทำตามหรือทำไม่ได้ตามที่ระบุไว้ ก็จะไม่ได้ผลตอบแทนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ได้เขียนไว้ในสัญญา

การใช้งาน Smart Contract บน Ethereum Blockchain คืออะไร?

การเขียนโปรแกรม หรือที่เรียกกันว่า Smart Contract เป็นการเขียนโปรแกรมขึ้นมาและนำไปเก็บไว้บน Blockchain ของ Ethereum สามารถใช้งานได้โดยการโอนเหรียญ Ethereum เข้าไปในตัวสัญญานั้นๆ มีจุดประสงค์คือ เพื่อตรวจสอบ ยืนยัน บังคับใช้หรือเซ็นสัญญาและข้อตกลงต่างๆผ่านระบบดิจิตอล โดยต่างจากสัญญาทั่วๆไปตรงที่  Smart Contract สามารถดำเนินการหรือยืนยันข้อตกลงต่างๆได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคาร รัฐบาล โบรกเกอร์ ตัวแทนหรือทนาย และไม่ต้องกลัวว่าใครจำไม่ทำตามเงื่อนไข

เพราะว่าจะมีการเขียนเงื่อนไขหรือข้อตกลงสัญญาต่างๆในรูปแบบของโค้ด แล้วนำโค้ดนี้ไปเก็บไว้บน Blockchain โดยหากมีคำสั่งที่ตรงตามเงื่อนไขข้อตกลงที่วางไว้ ระบบก็จะดำเนินการทำธุรกรรมต่างๆ ตามข้อตกลงโดยอัตโนมัติ มันจะทำการเช็คเงื่อนไขว่า สินทรัพย์นี้ควรจะถูกส่งต่อไปที่ใคร หรือควรจะถูกโอนกลับคืนไปให้เจ้าของ และยังมีการเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการเก็บข้อมูลในรูปแบบ distributed ledger หรือการกระจายข้อมูลให้ทุกคนในเครือข่าย ทุกคนในเครือข่ายจึงมีข้อมูลที่เหมือนกันหมด และเป็นพยานว่าสัญญานี้เกิดขึ้นและบรรลุจริงๆ ทำให้ไม่สามารถทุจริตได้